2006/Sep/11



ผู้หญิงแอฟริกันแทบทุกคนมีความสามารถเฉพาะตัวที่ทำให้ใครต่อใครหลายคนทึ่งใน
พละกำลังของพวกเธอ หนึ่งในนั้นก็คือ การแบกข้าวของไว้บนหัวไม่ว่าจะเป็นกล่อง ถาด กะละมัง ถังน้ำ ฯลฯ แล้วต่างก็เดินตัวปลิวขวักไขว่ไปมา
ไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อยกันเลย ทั้งๆที่น้ำหนักที่แต่ละคน
แบกนะก็ไม่ใช่น้อยๆ 10-20 กิโลกรัมขึ้นไป แถมบางคนมือทั้งสองก็ไม่ได้ว่างอยู่เฉยๆ ยังต้องหิ้วของกันพะรุงพะรัง หรือไม่บางคนยังมีลูกน้อยผูกติดอยู่บนหลังอีกด้วย



The image “http://afrigirl.exteen.com/images/1677.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.


กล่าวได้ว่าวิธีการทุ่นแรงแบบนี้ฝังอยู่ในสายเลือดชาวแอฟริกันไปทั่วทุกภาค
พื้นของทวีป ทุกคนได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัย จึงทำให้มีลำคอและไหล่ที่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักได้หลายสิบกิโล
น่าแปลกที่เราแทบจะไม่ค่อยเห็นผู้ชายแอฟริกัน
แบกของในลักษณะนี้เท่าใดนัก ผู้ชายแอฟริกันจะนิยมหิ้วของโดยใช้พละ
กำลังจากกล้ามแขนของตนมากกว่า วิธีการแบกของทูนขึ้นหัวจึงเป็นวิธีการ
ผ่อนแรงของผู้หญิงเท่านั้น



The image “http://afrigirl.exteen.com/images/1224.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.


นอกเหนือจากความสามารถในการเดินแบกของได้อย่างทรหดอดทนแล้ว
บรรดาสาวๆ แอฟริกันยังมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงจนน่าอัศจรรย์ใจ
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่า หญิงแอฟริกันมักจะชอบยืนโก้งโค้งทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นงานซัก งานล้าง ขัดพื้น ถูบ้าน หรือแม้กระทั้งตัดหญ้า กล่าวได้ว่าไม่ว่างานใดๆ ที่ตั้งอยูู่่บนพื้น หรือตั้งอยู่ระดับที่ต่ำจากหัวเข่าลงมา ชาวแอฟริกาจะไม่นั่งลงทำเด็ดขาด พวกเขาถนัดที่จะยืนโก้งโค้งก้มลงไปทำงานมากกว่า เราคนต่างชาติเห็นแล้วก็เสียวหลังแทนกันไปตามๆ กัน ถ้าถามว่าพวกเขาปวดหลังกันมั้ย คิดว่าก็คงมีบ้าง แต่ ยังไม่เห็นมีใครเคยบ่นให้ได้ยินกันสักคน ขนาดส่งม้านั่งตัวเล็กๆให้นั่่งก็ไม่เห็นมีใครจะใช้กันเลย ทุกคนเลือกที่จะยืนโก้งโค้งทำงานกันมากกว่า มันเป็นความเคยชินที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ



The image “http://afrigirl.exteen.com/images/1273.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.


มีเรื่องให้น่าหวาดเสียวเวลาที่ชาวแอฟริกันยืนโก้งโค้งตัดหญ้า (อันที่จริงจะว่าไปแล้วงานนี้ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นคนลงมือทำ แต่ก็ใช้วิธีการโก้งโค้งแบบเดียวกับผู้หญิง) มือหนึ่งก็จะไขว้อยู่ข้่างหลังเหมือนบริกรรินเสริฟไวน์ อีกมือหนึ่งก็ถือมีดพร้าด้ามยาว เมื่อได้เวลาปฏิบัติการ พวกเขาก็จะโก้งโค้งก้มลงไปแกว่งมีดพร้าไปมาบนยอด
หญ้าซ้ำๆครั้งละหลายๆที แล้วก็จะค่อยๆ ถอยหลังตัดไปเรื่อย ใครผ่านไปผ่านมาก็ให้นึกหวาดเสียวอยู่ในที
โดยเฉพาะเมื่อรถติดไปแดง และมีการตัดหญ้าอยู่บนเกาะกลางถนนหรือสองข้างถนน
กลัวมีดพร้าจะบินมาเฉาะหน้า
เพราะลักษณะการจับมีดพร้าและการแกว่งไปแกว่งมาอย่างนั้น ดูแล้วไม่ค่อยจะน่าไว้วางใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวอุบัติเหตุใครตายเพราะโดดมีดพร้าตัดหญ้าเฉาะหน้า
หรือฟันคอใครขาดสักที และก็ไม่ต้องประหลาดใจ หากเราซื้อกรรไกรตัดหญ้ามาให้พวกเขาตัดแทนมีดพร้าเล่มยาว
พวกเขาก็ยังคงยืนโก้งโค้งตัดหญ้าอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แถมยังร้องหรือฮัมเพลงคลอไปอย่างมีความสุข จะเรียกว่ามันเป็นความสามารถพิเศษที่เราคนต่างถิ่นไม่สามารถลอกเลียนแบบ
กันได้ง่ายๆ นะจะบอกให้

2006/Jul/11



ถ้าใครอยากจะสร้างบ้านสักหลังในแอฟริกา ไม่ต้องเสียเวลารอเก็บ
เงินมากมาย ไม่ต้องมีวิศวกรคุมงานก่อสร้าง ไม่ต้องจ้างสถาปนิกออกแบบ ไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้่ากับการตามจิกงานกับผู้รับเหมา ขอแค่สองมือกับเรี่ยวแรงเท่านั้น คุณก็จะได้เป็นเจ้าของบ้านหลังน้อยๆ แบบไม่ยากเย็น


บ้านของชาวแอฟริกันดั้งเดิมนั้นแสนจะเรียบง่าย ดีไซน์ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ก่อสร้าง หรือก็คือเจ้าของบ้านนั่นเอง ลักษณะบ้านโดยทั่วไปเป็นบ้านชั้นเดียวหลังคาไม่สูงมากนัก (ไม่สามารถเข้าไปยืนตัวตรงได้) ไม่มีการยกพื้นปูกระเบื้องหรือเสื่อน้ำมัน ไม่มีหน้าต่าง มีทางเข้าออกทางเดียว และไม่มีประตูเปิดปิดแต่จะขึงผ้ากั้นไว้ ภายในมีห้องเพียงห้องเดียว ไม่มีการกั้นแบ่งซอยเป็นห้องใดๆ ทั้งสิ้น ห้องหนึ่งเดียวอันนี้เป็นห้องเอกประสงค์ ใช้เป็นห้องนอน ห้องรับแขกและห้องกินข้าว การหุงหาอาหารมักจะทำนอกตัวบ้าน อุปกรณ์ในควัรมีเพียง เตาถ่าน พร้อมกับหม้อและกะทะอย่างละหนึ่งใบ มีจานหรือถาดใบใหญ่ไว้กินด้วย
กันทั้งครอบควัร ไม่มีช้อนเพราะนิยมกินด้วยมือ


ในแอฟริกาตะวันออก (แทนซาเนียและเคนย่าเป็นหลัก) จะสร้างบ้านจากดินคือ จะใช้กิ่งไม้ทำเป็นโครงบ้านก่อน ผนังบ้านก็นำกิ่งไม้มาขัดกันเป็นตารางห่างๆ
เป็นช่องไว้ใส่ดิน ดินที่นำมาอุดนั้นไม่ใช่ดินธรรมดา แต่เป็นดินผสมกับหญ้าแห้ง มูลและฉี่ของวัว หลังจากผสมได้ที่ก็นำมาไปใส่ใน
บล็อคไม้ขัดเป็นตารางไว้ รอจนแห้ง (ไม่ต้องเสียเวลาฉาบหรือทาสี) ก็สามารถเข้าอยู่ได้ทันที น่าแปลกว่า ส่วนผสมของดินดังกล่าว
หลังจากแห้งสนิทดีแล้วจะไม่มีกลิ่นใดๆ ออกมาให้ระคายเคืองจมูกเลย
แม้แต่นิดเดียว นอกจากนี้ยังแข็งแรงทนทานเทียบเท่ากับซีเมน ทั้งยังทนแดด
ทนฝนได้ดี แม้แดดภายนอกจะร้อนแรงแค่ไหนก็ตาม แต่ภายในยังเย็น
สบาย ส่วนหลังคามุงด้วยหญ้าแห้ง



The image “http://afrigirl.exteen.com/images/527.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.


ในแอฟริกาตะวันตกแถบทุ่งหญ้าสะวันนาจะสร้างบ้านด้วยกิ่งไม้แห้ง
และฟางหรือหญ้าแห้ง กล่าวคือใช้กิ่งไม้แห้งที่ใหญ่และแข็งแรงทนทานมาเป็นโครง ส่วนผนังก็ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งมาประกอบ ส่วนหลังคาก็มุงด้วยหญ้าแห้งเช่นกัน



The image “http://afrigirl.exteen.com/images/1589.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.


ห้องน้ำมักจะแยกออกไปจากตัวบ้าน การก่อสร้างก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย
แค่กั้นผนังปกปิดให้มิิดชิดไม่มีหลังคา ข้างในก็ไม่มีอุปกรณ์อาบน้ำใดๆ ทั้งสิ้น แต่ละคนถือถังน้ำพร้อมขัน (ที่มีลักษณะเหมือนจอก) เข้าไปคนละถังอาบชำระล้างร่างกายตามโควต้าน้ำที่มีเป็นอันเสร็จ เพราะว่าน้ำเป็นสิ่งที่มีค่าและหายากมากโดยเฉพาะในชนบทไกลๆ ที่กันดาร ดังนั้นคนแอฟริกาจึงไม่อาบน้้ำกันทุกวันหรอกนะ อาจจะอาทิตย์ละครั้งหาก
อัตคัตน้ำกันมาก ส่วนจะหนักจะเบานั้นก็ไม่มีห้องน้ำเป็นกิจลักษณะ ใครสะดวกตรงไหนชอบบรรยากาศแบบใดก็ตัวใครตัวมัน



The image “http://afrigirl.exteen.com/images/1556.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.The image “http://afrigirl.exteen.com/images/1557.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.





2006/May/15


่คิลิมันจาโรก็ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาทีี่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์เป็นอย่างมาก จากฐานไปสู่ยอดสูงสุดเราจะพบกับภูมิประเทศแบบร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตรไปจนถึงภูมิประเทศบริเวณขั้วโลกเหนือ ระยะเวลาภายในสองถึงสามวันที่เราไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะผ่านทั้งที่ราบสูง ป่าละเมาะที่ค่อนข้างแห้งแล้ง พื้นที่เพาะปลูก ป่าร้อนชื้น ทุ่งหญ้าที่ปกคลุมไปด้วยไม้แคระที่เรียกว่า moorland ทุ่งหญ้าแอลป์ไพน์ตลอดจนตระไคร้น้ำและเห็ดราตามก้อนหิน Peter Marshall นักเขียนเกี่ยวประเทศแทนซาเนียชื่อดังได้เขียนบรรยายถึงความหลากหลายทาง
ภูมิศาสตร์ของคิลิมันจาโรในหนังสือ Journey through Tanzania ไว้ว่า “เราจะสังเกตได้ถึงกระบวนการวิวัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ในลักษณะที่กลับกันคือจากสัตว์ที่
อาศัยอยู่ในป่าบริเวณฐาน ไปสู่แบคทีเรียตัวแรกที่กระดุกกระดิกอยู่บนยอดเขา”



จากความงามที่เป็นเอกลักษณ์และความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ คิลิมันจาโรได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุุกทั่วสารทิศทั้งยุโรป อเมริกาและเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น มาท้าพิสูจน์ความงามและความแข็งแกร่งของตน ปีหนึ่งตกประมาณ 11,000 คน มีรายงานว่านักปีนเขาที่มายลโฉมคิลิมันจาโรอายุน้้อยที่สุดคือ 11ปี ส่วนอายุมากที่สุดนั้่นมีอายุถึง74ปี อย่างไรก็ตามในจำนวนผู้ที่มุ่งมั่นมาพิชิต
คิลิมันจาโลนึ้กว่า 80เปอร์เซนต์ต้องล้มเหลวกลับบ้่านไปก่อนที่จะได้สัมผัสกับหิมะบน
ยอดเขา มีเพียง 10กว่าเปอร์เซนต์เท่านั้นที่ได้ไปยืนสูดอากาศโพสท่าถ่ายรูปกับ
กองหิมะหนึ่งเดียวในแอฟริกา อุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนไปไม่ถึงดวงดาว
ก็คือโรคแอลทิจูด (Altitude Sickness) เมื่อเดินขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆออกซิเจนในอากาศก็จะเริ่มลดน้อยลง นักไต่เขาที่มีร่างกายไม่ฟิตพอก็จะมีปฏิกิริยาที่ค่อนข้างไวกับการเปลี่ยนแปลง
ของปริมาณออกซิเจน จึงทำให้เกิดอาการไม่สบายต่างๆกันไป อย่างเบาๆก็แค่คลื่นไส้ เวียนศรีษะ เหนื่อยล้าอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้สามารถแก้ได้ด้วยการไต่ขึ้นไปอย่างช้่าๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวที่ละน้อย บางรายมีอาการหนักถึงข้ันหายใจติดขัด หน้าเขียว นำ้ลายฟูมปาก บางรายอาจปวดหัวอย่างแรง เพ้อ สับสน เดินโซเซ ทั้งนี้ก็์เนื่องจากมีน้ำในสมองมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตหรือพิการทางสมองได้ เพราะฉะนั้นหากใครต้องการชื่นชมความงามของคิลิมันจาโรจนถึงยอดบนสุดแล้วละก็ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายล่วงหน้าให้เป็นอย่างดีเพื่อที่จะได้ไม่ผิดหวังกลับไป






edit @ 2006/05/15 23:39:40
edit @ 2006/05/16 17:56:27
edit @ 2006/05/16 23:38:27