2006/Jan/03



ถ้ามีใครชวนคุณไปดูหิมะที่แอฟริกาคุณจะรู้สึกอย่างไร

คุณจะเชื่อหรือไม่ว่ามีหิมะตกที่แอฟริกาจริงๆ

 

หากใครได้มีโอกาสเดินทางไปยังแอฟริกาตะวันออกโดยผ่านไป

ยังประเทศเคนยาและแทนซาเนีย ขอให้คุณลองตั้งใจมองออกไป

นอกหน้่าต่างเคร่ืองบินแล้วสังเกตให้ดีๆ และคุณก็จะพบกับเธอ “คิลิมันจาโร”

(Kilimanjaro) ภูเขาไฟยอดแบนสีเทาที่หลับไหลมากว่า 200 ปี ตั้้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีครามเหนือมวลหมู่เมฆา ส่วนยอดทีี่ปกคลุมด้วยหิมะต้องประกายแสงแดดสะท้อนงามจับตาจนคุณแทบจะ

ไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยละว่าคุณจะได้เห็นหิมะที่ทวีปแอฟริกา เหมือนกับที่นักเขียนโนเบลชื่อดังก้องโลก เฮอร์เนส แฮมมิ่งเวย์ (Ernest Hemingway) ผู้ซึ่งหลงใหลในคิลิมันจาโรได้บรรยายถึงคิลิมันจาโรในงานเขียนของเขาที่ชื่อว่า “หิมะของคิลิมันจาโร” (The snow of Kilimanjaro) ไว้ว่า “ as wide as the world, great, high and unbelievable white in the sun, was the square top of Kilimanjaro”



The image “http://afrigirl.exteen.com/images/292.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.



 

รื่องตลกเมื่อหิมะตกในแอฟริกา

 

คิลิมันจาโรมีความสูงถึง 5,895 เมตร จัดว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา นอกจากนี้คิลิมันจาโรยังถือได้ว่าเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่เป็นอิสระ ( free standing) ที่สูงที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน

 

ชาวแอฟริกาในบริเวณคิลิมันจาโร รวมถึงชาวอาหรับที่เข้ามาค้าขายในแถบแอฟริกาตะวันออกต่างก็รู้จักและใช้ประโยชน์

์จากคิลิมันจาโรมาเป็นเวลาช้านาน แต่ทว่าไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลใดๆเอาไว้ จะมีก็เพียงแต่บันทึกของปโตเลมี นักธรณีวิทยาและนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ที่ได้กล่าวถึงภูเขาหิมะใหญ่ซึ่งตั้งอยู่

ทางตอนในของทวีป


คิลิมันจาโรได้กลายเป็นที่รู้จักเมื่อชาวตะวันตกเหยีบย่างเข้ามาในทวีปแห่งนี้ ในปี 1848 Johannes Rebmann มิชชันนารีชาวเยอรมันได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาพร้อมคณะสำรวจ เขาเป็นคนแรกที่จุดประกายความสนใจในตัวคิลิมันจาโรในหมู่ชาวยุโรป ครั้งแรกที่เขาเห็นคิลิมันจาโรพร้อมกับหิมะบนยอด เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาของตนเองเลย นึกว่าได้ฝันไป หลังจากนั้นในปี 1849 เมื่อเขากลับไปยังยุโรปเขาได้เขียนรายงานถึงคิลิมันจาโร แต่ทว่าไม่มีใครสักคนที่เชื่อว่าสิ่งที่เขาเขียนมาจะเป็นความจริง เพราะไม่มีใครจะสามารถจิตนาการได้ว่าแอฟริกาที่ร้อนระอุป่านนั้นจะมีหิมะตกลงมา

ได้อย่างไร สมาคมภูมิศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์แห่งสหราชอาณาจักร (Royal Geographical Soceity of Britain) ได้พากันเยาะเย้ยถากถางรายงานของเขาเป็นการใหญ่

 

หลังจากนั้นอีก 40 ปี รายงานเรื่ิองภูเขาหิมะในแอฟริกาของ Johannes Rebmann ก็ได้รับการยืนยันว่ามีจริง ในปี1889 นักธรณีวิทยาชาวเยอรมันที่ชื่อว่า Hans Meyer และนักไต่เขาชาวออสเตรีย Ludwig Purtscheller ทั้งสองได้ร่วมกันออกสำรวจคิลิมันจาโร และสามารถปีนขึ้นไปสัมผัสหิมะบนยอดของคิลิมันจาโรได้เป็นผลสำเร็จเป็นคนแรกของโลก

 

เดิมทีคิลิมันจาโรเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอาณานิคมอังกฤษในแอฟริกาตะวันออก (British East Africa) หรือประเทศเคนยาในปัจุจปัน แม้ว่าในขณะน้ันเยอรมันจะอ้างว่าคิลิมันจาโรสมควรเป็นของตน

เนื่องจากชาวเยอรมันเป็นผู้ค้นพบก็ตาม ต่อมาคิลิมันจาโรก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาตะวันออก ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากว่าพระนางเจ้าวิคตอเรียราชินีของอังกฤษในสมัยนั้นได้พระราช

ทานคิลิมันจาโรให้เป็นของขวัญวันเกิดแด่หลานของพระนางนั่นก็คือพระเจ้าไกเซอร์ วิลเลี่ยมที่ 2 (Kaiser William II) กษัติรย์ของเยอรมันในกาลต่อมา มีเรื่องเล่ากัน

ว่าการที่พระนางตัดสินใจมอบคิลิมันจาโรนี้เป็นของขวัญก็เพราะว่า พระนางต้องการเอาในหลานองค์นี้ซึ่งโปรดปรานแต่สิ่งของที่สูงและใหญ่คิลิมันจาโรจึงเป็นของขวัญที่ถูกใจแก่พระเจ้าไกเซอร์ วิลเลียมที่ 2 เป็นอย่างมาก


 

2005/Dec/02


ธรรมเนียมการทักทายของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับสังคม วัฒธรรม ประเพณี และสภาพแวดล้อม ประเทศแอฟริกาในส่วนที่เรียกว่าแอฟริกาดำนั้น (ตามศัพท์ภาษาฝรั้งเศส Afrique noir) คือประเทศที่ตั้งอยู่ทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา (sub-Sahara) ลงมานั้น มีธรรมเนียมการทักทายที่ทำให้เราคนต่างชาติปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ไม่น้อย




การทักทายจะเริ่มด้วยการสวัสดีทั่วๆไปตามแต่เวลาที่พบกัน เช้า สาย บ่าย เย็น ตามมาด้วยการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบว่าสบายดีไหม ถ้าเป็นตอนเช้าก็จะแถมด้วยคำถามที่ว่า เมื่อคืนนอนหลับเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นชาวแอฟริกาก็จะตั้งหน้าตั้งตาถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของบุคคลในครอบครัวไล่เรียงกันมาตั้งแต่สามี หากคู่สนทนาเป็นผู้หญิง ถามถึงภรรยาหากคู่สนทนา เป็นผู้ชาย ถามถึงลูกว่าสบายดีมั๊ย บ้านช่องห้องหออยู่ดีมีสุขดีหรือเปล่า แล้วพ่อแม่ปู่ ย่าตายายพี่ป้าน้าอาน้องสาวพี่ชายที่มีอยู่นะเป็นยังงัยกันบ้าง ราวกับจะสักประวัติทำสำมะโนประชากรยังงัยยังงั้น แม้ว่าอันที่จริงแล้วคนถามก็ไม่ได้ไปรู้จักมักจี่กับุคคลเหล่านั้นแต่อย่างไร แต่ทว่านี่ก็คือธรมเนียมการทักทายของชาวแอฟริกา บางทีถามมาถามไป คำถามก็จะวนกลับมาว่าแล้วตกลงเธอเป็นยังงัยสบายดีหรือเปล่า ตราบเท่าที่เรายังไม่เอ่ยคำว่าขอบคุณ คำถามคำทักทายก็จะวนไปวนมาอย่างไม่รู้จบ



อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้หลายต่อหลายคนกระอักกระอวนใจเมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ใหม่ๆ นั่นคือวิธีการเรียกเพื่อให้คนหันมามองหรือให้ความสนใจ ชาวแอฟริกันจะไม่ใช้วิธีเอ่ยออกมาเป็นคำพูดใดๆทั้งสิ้น แต่พวกเขาจะใช้วิธีเปล่งเสียลอดฟันออกมาดัง ซีส.ซีสคล้ายกับเวลาที่เราไล่หมูหมากาไก่ ทำให้ชาวต่างชาติไม่ว่ายุโรปหรือเอเชียช็อคไปตามๆกันกับกิริยาการเรียกขานแบบแอฟริกันดั้งเดิมนี้ เพราะเราถือว่าเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพ แต่สำหรับคนแอฟริกันแล้วนั้นถือเป็นกิริยาปกติทั่วไปใช้ได้ทุกสถานการณ์และทุกสถานที่ตั้งแต่บนท้องถนน ตลาด หรือตามโรงแรมใหญ่ แม้แต่คนแอฟริกันที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในยุโรปก็ยังใช้วิธีการเรียกขานแบบนี้กันอยู่

เมื่อถือหลักเข้าเมืองตาหลิวก็ต้องหลิวตาตาม เราก็จะต้องเรียนรู้และหัดใช้ให้เป็น แต่เมื่อออกมานอกทวีปแอฟริกาแล้วละก็อย่าเผลอติดนิสัยการเรียกขานแบบแอฟริกันดั้งเดิมออกมาละ

มิฉะนั้นนอกจากจะได้รับความสนใจจากผู้คนรอบข้างแล้ว ยังอาจได้รับของแถมกลับมาอีกด้วย


edit @ 2005/12/02 05:17:19

2005/Oct/22

จะมีใครสักกี่คนรู้บ้างว่าดอกกุหลาบแสนสวย หรือดอกคาร์เนชันหลากสีที่วางอวดโฉมเรียงรายให้ผู้คนได้ชื่นชมอยู่ในฮอลแลนด์ อังกฤษ เยอรมัน อเมริกา หรือออสเตรเลีย นั้นมาจากไหน ใครเลยจะเชื่อว่าดอกไม้ที่วางขายเหล่านี้ส่วนหนึ่งนำเข้ามาจากทวีปแอฟริกา แอฟริกาที่เราเคยได้เห็นได้ฟังแต่เรื่องราวของความแห้งแล้งกันดารนั้นแหละ แอฟริกาในวันนี้ได้กลายเป็นแหล่งส่งออกดอกไม้ไปสร้างความสวยงามตามที่ต่างๆของ
โลก





ประเทศแอฟริกาตะวันออกอันได้แก่ เคนยา ซิมบักเว แทนซาเนีย อูกันดา เอธิโอเปีย มาลาวี แซมเบีย สร้างรายจากการส่งออกดอกไม้เป็นจำนวนปีละหลายร้อยล้านเหรียญ
สหรัฐฯ

เคนยาจัดเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งออกดอกไม้ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจาก
โคลัมเบีย ปี1991 มูลค่าการส่งออกดอกไม้ของเคนยาสูงถึง39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปี 2002 พุ่งขี้นเป็น 175 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การปลูกดอกไม้ส่งออกจึงกลายเป็นทางเลือกที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนและ
การกระจายรายได้ของประเทศดังกล่าว ประมาณกันว่าในประเทศเคนยา การปลูกดอกไม้ส่งออกได้สร้างงานให้แก่ชาวบ้านที่ยากจนในพื้นที่ถึง 135,000 คน

ใครที่คิดว่าแอฟริกามีแต่ความแห้งแล้งและทะเลทรายเห็นทีจะต้องคิดใหม่ เพราะว่าดอกไม้ที่ส่งออกนั้นเป็นไม้เมืองหนาวทั้งสิ้น อันดับหนึ่งคือดอกคาร์เนชั้น รองลงมาเป็นกุหลาบและลิลลี่ แอฟริกาตะวันออกมีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์และภูมิอากาศหนาวเย็นจึงเหมาะสมกับการเจริญ
เติบโตของดอกไม้ดังกล่าว ขณะที่แอฟริกาตะวันตกจะแห้งแล้งเป็นทะเลทรายมากกว่า

เกือบ 90% ของผลิตในประเทศต่างๆ ล้วนส่งออกไปยังยุโรปตะวันตก โดยมีฮอลแลนด์ ศูนย์กลางประมูลดอกไม้ของทวีปเป็นตลาดสำคัญ จากฮอลแลนด์ก็จะถูกประมูลขายกระจายไปยังประเทศต่างๆ





ใครจะรู้ได้ว่ากุหลาบดอกโตสีสดสวยในมือของคุณที่คนขายบอกว่านำเข้ามาจากเมืองนอก
เมืองหนาวนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นผลผลิตจากแอฟริกาก็เป็นได้